เคยมีโมเมนต์มั้ย? ที่เรานั่งมองพื้นแล้วสงสัยว่า “ใต้ดินลึกลงไปมันมีอะไรอยู่กันแน่?” บางคนอาจคิดถึงแมลง ต้นไม้ รากไม้ หรือหินร้อน ๆ จากชั้นแมกมา แต่มีทฤษฎีหนึ่งที่หลุดกรอบความคิดธรรมดาไปไกลมาก นั่นก็คือ ทฤษฎีHollow Earth หรือ โลกกลวง ทฤษฎีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันคือความเชื่อสุดล้ำที่มีคนอินกันมานานหลายร้อยปีเลยนะ

โลกกลวง Hollow Earth

ทฤษฎี Hollow Earth คืออะไร?

ทฤษฎีโลกกลวงคือแนวคิดที่บอกว่า โลกของเรานั้นไม่ได้เต็มแน่นเหมือนที่วิทยาศาสตร์สอน แต่กลับมีช่องว่างข้างใน บางคนเชื่อว่าใจกลางโลกมีอาณาจักรลึกลับซ่อนอยู่ บางทฤษฎีถึงกับบอกว่า…มีเมือง มีแสงอาทิตย์ในตัวเอง และมีเผ่าพันธุ์ลึกลับอาศัยอยู่ใต้ดินมานานหลายพันปี

ฟังดูเหมือนหนังแฟนตาซี? ใช่เลย! แต่มันเคยเป็นทฤษฎีที่มีคนจริงจังมาก่อน โดยเฉพาะช่วงศตวรรษที่ 17-19 นักคิดยุคนั้นยังไม่รู้จักโครงสร้างโลกแบบที่เรารู้กันทุกวันนี้ ก็เลยมีหลายคนเสนอแนวคิดแบบโลกกลวงขึ้นมาเป็นทางเลือก

จุดเริ่มต้นของความเชื่อ

ต้นกำเนิดของทฤษฎีนี้ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1692 โดยนักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อว่า เอ็ดมันด์ ฮัลเลย์ (ใช่แล้ว คนเดียวกับดาวหางฮัลเลย์นั่นแหละ!) เขาเสนอว่า โลกอาจมีหลายชั้นที่ซ้อนกันอยู่เหมือนหัวหอม และข้างในก็อาจมีชีวิตหรือแม้แต่สนามแม่เหล็กโลกที่สร้างขึ้นจากการหมุนของแต่ละชั้น

ต่อมาทฤษฎีก็ยิ่งมันส์ขึ้นไปอีกเมื่อมีคนเสนอว่า ขั้วโลกเหนือและใต้ คือทางเข้าไปยังโลกภายใน และในนั้นมีดวงอาทิตย์ดวงเล็กอยู่กลางโลกเลยทีเดียว!

เมืองในตำนาน... Agartha

ในโลกกลวงเวอร์ชันแฟนตาซี จะมีเมืองใหญ่ชื่อว่า Agartha หรือ Agarttha เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรใต้ดิน มีเทคโนโลยีล้ำหน้า สงบสุข ไม่มีสงคราม เผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในนั้นอาจเป็นมนุษย์ที่วิวัฒนาการต่างไป หรือเป็นสิ่งมีชีวิตที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน

ความเชื่อนี้มีอิทธิพลไปถึงเรื่องเล่าของชาวทิเบต อินเดีย และแม้แต่เรื่องลึกลับในทวีปแอตแลนติส! บางคนก็โยงไปถึงเอเลี่ยนอีกต่างหาก

แล้วใครเชื่อเรื่องนี้บ้าง?

พูดเลยว่าเยอะกว่าที่คิด!

แม้ในยุคนี้วิทยาศาสตร์จะชัดเจนแล้วว่าโลกมีแกนเหล็กและชั้นหินหนาแน่น แต่ก็ยังมีชาวเน็ต กลุ่มผู้สนับสนุนทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theorists) ที่ยังอินกับโลกกลวงอยู่ดี พวกเขาเชื่อว่ารัฐบาลอำพรางข้อมูลบางอย่าง และ NASA ก็ไม่ยอมเปิดเผยภาพถ่ายจริงของขั้วโลกเพื่อปิดบังทางเข้า

บางคนอ้างว่าเคยเดินทางเข้าไปมาแล้วด้วยเรือบิน หรือแม้แต่พบเอกสารลับจากนักสำรวจที่หายตัวไปอย่างลึกลับตอนบินไปใกล้ขั้วโลก

ใต้โลก

แล้ววิทยาศาสตร์ว่าไง?

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่บอกชัดเจนเลยว่า “โลกไม่กลวงนะครับทุกคน” เพราะเรามีหลักฐานแน่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • คลื่นไหวสะเทือนจากแผ่นดินไหว: นักธรณีฟิสิกส์ใช้คลื่นเหล่านี้ในการวิเคราะห์ชั้นต่าง ๆ ของโลก พบว่าคลื่นเคลื่อนผ่านชั้นของเหลวและของแข็งได้แตกต่างกัน และยืนยันได้ว่าโลกมีโครงสร้างเป็นชั้น ๆ ไม่ใช่กลวง
  • แรงโน้มถ่วงและการโคจรของโลก: ถ้าโลกกลวง แรงโน้มถ่วงจะเปลี่ยนไปมาก ไม่เสถียรแบบที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้
  • การขุดเจาะใต้ดิน: แม้จะยังไม่เคยเจาะถึงแกนโลก แต่การขุดลึกหลายกิโลเมตรก็ยังไม่เจอทางเข้าลึกลับหรืออาณาจักรโบราณแต่อย่างใด

ทำไมทฤษฎีนี้ยังไม่หายไป?

คำตอบคือ “มนุษย์เราชอบเรื่องลึกลับ!” มันสนุกดีที่ได้จินตนาการถึงโลกอีกใบที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นเท้าเรา ความฝันถึงการผจญภัยเหมือนในหนัง “Journey to the Center of the Earth” หรือเกมแฟนตาซีต่าง ๆ ทำให้คนยังอินกับไอเดียโลกกลวงต่อไป

อีกอย่างคือ ความไม่ไว้ใจต่อรัฐบาลหรือองค์กรใหญ่ ทำให้ทฤษฎีสมคบคิดพวกนี้ยิ่งดังขึ้น เพราะคนบางกลุ่มรู้สึกว่า “ถ้าทุกคนบอกว่าไม่จริง งั้นมันอาจจริงก็ได้นะ!”

เหมือนกับเวลาคนตั้งคำถามว่า หวยไว ที่ออกถี่ทุกวันกับเว็บ หวยออนไลน์ถูกกฎหมาย นั้นเชื่อถือได้จริงไหม? หลายคนก็ยังลังเล ทั้งที่ในความจริงมันคือทางเลือกที่ตอบโจทย์คนอยากลุ้นแบบทันใจ แถมมีระบบโปร่งใสให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ตลอดเวลา แค่ต้องเลือกใช้แพลตฟอร์มที่ไว้ใจได้เหมือนกันอย่าง Global Lotto

โลกกลวงในวัฒนธรรมป๊อป

ถ้าใครเป็นคอหนังหรือเกมน่าจะเคยเห็นทฤษฎีโลกกลวงถูกนำไปเล่าอยู่หลายที่ เช่น:

  • หนัง Godzilla vs Kong (2021) ก็มีฉากที่พาไปสำรวจHollow Earth แบบเต็มตา
  • การ์ตูนเรื่อง Atlantis: The Lost Empire ของดิสนีย์ ก็มีเนื้อหาที่โยงกับโลกใต้ดินลึกลับ
  • หรือในเกมอย่าง Final Fantasy, Hollow Knight, Genshin Impact ก็มีแรงบันดาลใจจากโลกซ้อนโลกอยู่ไม่น้อย

มันคือการเอาทฤษฎีที่ยังไม่มีหลักฐานมาแต่งให้แฟนตาซีสุดขีด แล้วให้คนดูหรือเล่นได้อินไปกับความเป็นไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด

สรุปแล้ว Hollow Earth โลกกลวงมีจริงมั้ย?

คำตอบแบบนักวิทย์: ไม่มีหลักฐานรองรับ

คำตอบแบบคอนสไปราซี: มี! แค่รัฐบาลไม่ยอมบอก

แต่ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ ทฤษฎีHollow Earth ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่ามนุษย์เรามีความอยากรู้อยากเห็นเสมอ และบางครั้ง…จินตนาการก็สร้างแรงบันดาลใจมากพอ ๆ กับความจริง